Form Recovery and Wellness will be closed for the Songkran holidays on April 14th and 15th. Feel free to leave us a message, and we’ll get back to you as soon as possible on April 16th

ปวดสะโพก เกิดจากสาเหตุใด? ปวดสะโพกซ้าย ขวา อาการที่ไม่ควรมองข้าม

อาการปวดสะโพกที่เกิดขึ้น เป็นอาการที่คุณไม่ควรมองข้าม! ข้อสะโพกเป็นข้อต่อขนาดใหญ่ที่ใช้รองรับน้ำหนักตัว ไม่ว่าจะเป็นการยืน การนั่ง การนอน หรือการขยับร่างกายก็ต้องใช้ข้อต่อทั้งสิ้น เมื่อเกิดอาการเจ็บปวดนั่นแสดงว่าร่างกายของคุณกำลังบอกใบ้อะไรบางอย่าง… เรามาทำความรู้จักข้อสะโพกกันดีกว่าว่า อาการปวดสะโพก เกิดจากอะไร? เป็นสัญญาณเตือนของโรคใด? ปวดสะโพกซ้าย ปวดสะโพกขวาเหมือนกันหรือไม่? พร้อมแนะแนวทางการรักษาอาการปวดสะโพกที่เห็นผล อ่านต่อได้ในบทความนี้เลย!

เลือกอ่านหัวข้อที่ต้องการเกี่ยวกับอาการปวดสะโพก

old lady having hip pain

รู้จักข้อสะโพก คืออะไร

ข้อสะโพก (Hip Joint) คือ ข้อต่อขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ซึ่งยึดอยู่ระหว่างกระดูกเชิงกรานและกระดูกต้นขา ทำหน้าที่หลักในการรองรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบนและทำหน้าที่เหยียดงอขา ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทั้งหมดของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการยืน การนั่ง การนอน การทำกิจกรรมต่าง ๆ ข้อต่อสะโพกประกอบไปด้วยหัวกระดูกสะโพกและเบ้าสะโพกที่ปกคลุมไปด้วยกระดูกอ่อน มีคุณสมบัติในการรองรับแรงกดของน้ำหนักตัว ไม่ให้เกิดอาการติดขัดในขณะเคลื่อนไหว แต่ยิ่งมีอายุมากขึ้น ข้อสะโพกเกิดการเสื่อมสภาพ เกิดการสึกหรอ หรือทรุดตัวลง ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดสะโพกได้

สาเหตุของอาการปวดสะโพก

อาการปวดสะโพกเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ หรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อสะโพก เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การเคลื่อนไหวอย่างไม่เหมาะสม การเป็นโรค หรือความผิดปกติบางอย่าง เป็นต้น ดังนั้นสาเหตุของอาการปวดสะโพก จึงแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่

สาเหตุของการปวดสะโพกที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

ลักษณะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของบุคคลหลาย ๆ กลุ่มที่จะต้องนั่งอย่างไม่เหมาะสมเป็นประจำ เป็นเวลานาน ๆ เช่น นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยอง ๆ เป็นต้น ซึ่งอิริยาบถการนั่งที่ไม่เหมาะสมนั้นจะทำให้ข้อต่อสะโพกเกิดการบิดงอ เกิดแรงอัดบริเวณข้อต่อสะโพกมากขึ้นและกลายเป็นสาเหตุของการปวดสะโพกและก้นแบบเรื้อรังได้

สาเหตุของการปวดสะโพกที่เกิดจากการเจ็บป่วยและปัญหาของสุขภาพ

นอกจากนี้ ปัญหาปวดสะโพกที่เกิดขึ้นจากปัญหาสุขภาพ หรืออาการเจ็บป่วยของบุคคลก็สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับข้อต่อ รวมทั้งผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุในอดีตที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการบาดเจ็บ หรือฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ หรือเส้นเอ็นบริเวณข้อต่อก็เป็นหนึ่งสาเหตุของอาการปวดสะโพกที่เกิดขึ้นได้ ได้แก่

  • กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณสะโพกมีอาการปวดตึง
    เนื่องจากการทำกิจกรรมและการเล่นกีฬาบางประเภทที่ใช้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณสะโพกมากจนเกินไป จนกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณสะโพกเกิดอาการอักเสบ หรือฉีกขาด
  • ข้อต่อบริเวณสะโพกเกิดอาการบวมและอักเสบ
    เกิดจากถุงเบอร์ซา (Bursa) หรือถุงน้ำที่บรรจุของเหลวบริเวณข้อต่อ ทำหน้าที่หล่อลื่นและขับของเหลวออกมาเพื่อลดแรงเสียดทานในระหว่างการเคลื่อนไหวเกิดการอักเสบ จึงทำให้เกิดอาการปวด บวมและเจ็บสะโพกได้
  • เส้นเอ็นสะโพกอักเสบ
    เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ยึดกระดูกและกล้ามเนื้อเข้าไว้ด้วยกันเกิดอาการอักเสบ จึงทำให้รู้สึกปวดตึง ปวดร้าวสะโพกได้
  • กระดูกสะโพกหัก
    เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกภายในร่างกายที่ผันแปรตามอายุที่มากขึ้น มีภาวะกระดูกเปราะ กระดูกพรุน กระดูกแตก หรือหักได้ง่ายขึ้น
  • สะโพกฉีก
    เกิดจากกระดูกอ่อนบริเวณสะโพกเกิดการฉีกขาดเพราะใช้งานหนักจนเกินไป
    โรคที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อ ไขข้อและโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ มักเกิดขึ้นบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกเสื่อมสภาพ เกิดอาการบาดเจ็บ อักเสบของข้อต่อและกระดูกอ่อนบริเวณสะโพก
  • ภาวะหัวกระดูกข้อสะโพกตายจากการขาดเลือด
    เป็นภาวะที่หัวกระดูกสะโพกขาดเลือดมาเลี้ยงจึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณสะโพกตาย ความแข็งแรงของกระดูกลดลงและส่งผลต่อข้อต่อส่วนอื่น ๆ ด้วย

อาการปวดสะโพก อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคใดได้บ้าง?

โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Osteoarthritis)

เป็นอาการข้ออักเสบที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บและติดขัดบริเวณขาหนีบด้านหน้า เนื่องจากกระดูกอ่อนที่ปกคลุมผิวข้อต่อเสื่อมสลายไป เมื่อเกิดแรงเสียดสีมากขึ้น ผิวข้อต่อจึงไม่เรียบและทำให้การเคลื่อนไหวติดขัด

โรคข้อสะโพกขาดเลือด (Avascular Necrosis)

ภาวะที่เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงบริเวณหัวกระดูกสะโพกไม่เพียงพอ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณสะโพกตาย หรือเกิดการผิดรูป มักเกิดในกลุ่มคนอายุราว 30-40 ปี

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc)

เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นและหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ การรองรับน้ำหนักจึงเสื่อมประสิทธิภาพลง หรือหมอนรองกระดูกแตกและกดทับเส้นประสาท จึงทำให้รู้สึกปวดมากโดยเฉพาะขณะเคลื่อนไหวและอาจเกิดอาการปวดร้าวสะโพกลามไปยังบริเวณขา

โรคปวดสะโพกร้าวลงขาจากข้อเชิงกราน (Sacroiliac Joint Dysfunction)

มักเกิดจากการกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณหลังส่วนล่าง ซึ่งส่งผลต่อข้อต่อกระดูกเชิงกรานโดยตรง เช่น การหกล้ม การใช้งานข้อต่ออย่างหนัก ความผิดปกติของข้อเข่า หรือข้อต่อสะโพก เป็นต้น

โรคกลุ่มภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune Disease)

เป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่มีมากจนเกินไปและไปทำลายเนื้อเยื่อจนเกิดอาการอักเสบ ทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายเกิดความผิดปกติขึ้น
young man having hip pain

ปวดสะโพกซ้าย ปวดสะโพกขวา ต่างกันอย่างไร?

อาการปวดสะโพกซ้าย ปวดสะโพกขวาแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะผู้ป่วยที่มีอาการปวดสะโพกมีสาเหตุไม่เหมือนกันและในแต่ละบริเวณก็จะมีอาการเจ็บปวดแตกต่างกัน เช่น ปวดสะโพกร้าวลงขา มักจะปวดบริเวณช่วงเอว ร้าวไปถึงช่วงขาด้านหลัง อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับบริเวณเส้นประสาท ส่วนปวดสะโพกขวาอาจมาจากอาการเกร็ง ปวดตึงของกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และการปวดสะโพกด้านซ้ายอาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ปวดลามลงที่ขาข้างใดข้างหนึ่งก็เป็นได้ ดังนั้นควรทำการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อค้นหาสาเหตุอาการปวดสะโพกที่แท้จริงจะดีที่สุด

แนวทางและวิธีการรักษาอาการปวดสะโพก

วิธีการรักษาอาการปวดสะโพกในปัจจุบันสามารถรักษาได้หลายวิธี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับอาการปวด สาเหตุและเป้าหมายในการรักษาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับอาการ ร่วมกับการประเมินของแพทย์อย่างเหมาะสม ได้แก่

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรักษาอาการปวดสะโพกด้วยตัวเอง
    เช่น หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวหรือการกดทับข้อต่อสะโพกเป็นเวลานาน ๆ ทำกายบริหารเพื่อยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ใช้การประคบร้อนด้วยน้ำอุ่นและประคบเย็นด้วยน้ำแข็งเพื่อบรรเทาอาการปวด เป็นต้น
  • รักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน
    ด้วยวิธีการรับประทานยาแก้ปวด การฉีดสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบชั่วคราว การผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกเทียมในกรณีที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นให้หายได้
  • รักษาด้วยการแพทย์แผนทางเลือก
    การแพทย์แผนทางเลือกในปัจจุบันเป็นตัวเลือกใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการรักษาโรคให้หาย โดยไม่ใช้ยาฉีด หรือยาทานเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา โดยจะใช้วิธีการกายภาพบำบัดกับนักกายภาพ แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนจีน หรือการแพทย์แบบผสมผสานเพื่อบรรเทาอาการปวด ปรับสมดุล เพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูร่างกาย สร้างความยืดหยุ่น พร้อมกันนั้นยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและความทนทานให้กับกล้ามเนื้อและข้อต่อด้วย วิธีการรักษาแนวทางใหม่นี้กำลังได้รับความนิยมเพราะให้ผลดีในระยะยาว พร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นด้วย เช่น ในทางการแพทย์แผนจีน คุณหมอจะใช้จุดฝังเข็มที่เฉพาะจุดและเหมาะสมกับร่างกายของคนไข้ที่ได้ข้อมูลจากการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อใช้ในการ ฟื้นฟูร่างกาย ลดและบรรเทาอาการปวด กระตุ้นการไหลเวียนเลือดทำให้เซลล์แข็งแรงและกระตุ้นการฟื้นฟูของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางและวิธีป้องกันอาการปวดสะโพก

วิธีป้องกันอาการปวดสะโพกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันอันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการเจ็บสะโพกได้

  • หมั่นบริหารร่างกายและออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความแข็งแรงและความทนทานให้กับกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยอย่าลืมยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง
  • ปรับอิริยาบถการนั่งให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการนั่งขัดสมาธิ การนั่งพับเพียบ หรือนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน ๆ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้พยายามลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างในระหว่างวัน
  • สวมใส่รองเท้าที่พอดี สามารถรองรับน้ำหนักได้ดีเพื่อปรับสมดุลของร่างกายในขณะเดิน ยืน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
    รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่ เสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
form recovery team
อาการปวดสะโพกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะปวดสะโพกซ้าย ปวดสะโพกขวา ปวดสะโพกด้านหลังช่วงเอว ฯลฯ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคต่าง ๆ ที่คุณไม่ควรมองข้าม ซึ่งสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุและเกิดได้หลายระดับ ดังนั้นหากคุณมีอาการปวดสะโพกให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมโดยเร็วที่สุด เพราะหากอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาให้หายได้ คุณอาจต้องทำการผ่าตัดและใช้เวลารักษาเป็นเวลานาน หรือใครที่กำลังมองหาวิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย หรือการแพทย์แผนจีนแบบผสมผสาน ก็ถือว่าเป็นการรักษาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะช่วยแก้ไขปัญหาในระยะยาวหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา หรือเคมีในการรักษาได้ด้วย